สวัสดีค่ะ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บศูนย์ความรู้ผู้พิการ ประจำ

เว็บบอร์ด | สมุดเยี่ยม | บทความ | เรื่องเล่า | ติดต่อสอบถาม |

++ สวัสดีค่ะ
ต้อนรับเข้าสู่เว็บศูนย์ความรู้ผู้พิการ ของสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ วันนี้อากาศดีจังเลยค่ะ ที่เชียงใหม่ตอนนี้อากาศ หนาวมากเลยค่ะ แล้วจังหวัดของคุณเป็นอย่างไรกันบ้างล่ะค่ะ มาบอกเล่ากันได้ที่นี่ได้เลยนะค่ะ  สำหรับวันนี้เพือน ๆ ของเรามีอะไรให้อัพเดทกันบ้างก็ติดตามกันได้เลยค่ะ ยังไงก็ฝากความห่วงใยแด่ทุกคนด้วย การ ฝากดูแลสุขภาพร่ายกาย และสุขภาพของจิตใจให้อบอุ่นอยู่เสมอด้วยนะค่ะ แล้วอย่าลืมแบ่งปันความอบอุ่นให้คนใกล้ตัว คนในครอบครัวด้วยนะค่ะ เอาหล่ะ วันนี้มีอะไรดี ๆ มาให้ อัพเดทกันเยอะเลย สนใจเรื่อราวใดก็ เข้าไป อัพความรู้กันได้เลยค่ะ

ประเภทความพิการ

มีทั้งหมด 5 ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร ติมตามกันเลย

  •                      ประเภทของคนพิการ โดย พวงแก้ว กิจธรรม

    คนส่วนใหญ่มักรู้จัก “ คนพิการ ” เฉพาะที่พบเห็นกันเจนตา ได้แก่ คนพิการด้านร่างกาย หรือ การเคลื่อนไหว ( แขนด้วน ขากุด เป็นอัมพาต ฯลฯ ) และคนตาบอด เป็นต้น แท้ที่จริงคนพิการมี หลากหลายประเภท
    ในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ได้ให้นิยาม “ คนพิการ ”
    และ “ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ” ว่า “ คนพิการ ” หมายความว่า คนที่มีความผิดปกติหรือบกพร่องทางร่างกาย ทางสติปัญญา
    หรือทางจิตใจ ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

    “ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ” หมายความว่า การเสริมสร้างสมรรถภาพ หรือการเสริมสร้าง
    ความสามารถของคนพิการให้มีสภาพดีขึ้นโดยอาศัยวิธีการทางการแพทย์ ทางการศึกษา ทางสังคม และ
    การฝึกอาชีพ เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสทำงาน หรือดำรงชีวิตในสังคมทัดเทียมคนปกติ
    ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ( พ.ศ. 2537 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟู
    สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และมาตรา 20 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขได้กำหนดให้คนพิการมี 5 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีลักษณะ ดังนี้

    1) คนพิการทางการมองเห็นได้แก่
    (ก) คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดาแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18
    หรือ 20/70 ลงไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือ
    (ข) คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
    2) คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย ได้แก่
    (ก) คนที่ได้ยินเสียงที่ความถี่ 500 เฮิรตซ์ 1000 เฮิรตซ์ หรือ 2000 เฮิรตซ์ ใน หู
    ข้างที่ดีกว่าที่มีความดังเฉลี่ยดังต่อไปนี้
    (1) สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เกิน 40 เดซิเบล ขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง
    (2) สำหรับคนทั่วไปเกิน 55 เดซิเบล ขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง หรือ
    (ข) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด
    จนไม่สามารถสื่อความหมายกับคนอื่นได้

    3) คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่
    (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน และ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้ หรือ
    2
    (ข) คนที่มีการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวมือ แขน ขา หรือ ลำตัว อันเนื่องมาจากแขนหรือขาขาด อัมพาตหรืออ่อนแรง โรคข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง วมทั้งโรคเรื้อรังของระบบการทำงานของร่างกายอื่น ๆที่ทำให้ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวัน หรือดำรงชีวติในสังคม เยี่ยงคนปกติได้

    4) คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ได้แก คนที่มีความผิดปกติหรือความ บกพร่องทาง จิตใจ หรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ ความคิด จนไม่สามารถควบคุม
    พฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น
    5) คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความ บกพร่องทาง สติปัญญาหรือ สมองจนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้
    อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาเห็นว่า การจำแนก ประเภทคนพิการตามกฎกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่
    ค่อยจะสอดคล้อง กับการจัดการศึกษาพิเศษให้ คน
    พิการตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล จึงได้จำแนกคนพิการตามความ ต้องการ จำเป็นทางการ
    จัดการศึกษาเป็น 9 ประเภท ดังนี้
    1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับ
    เล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
    1.1 คนตาบอด หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นมากจนต้องสอนให้อ่านอักษรเบรลล์
    หรือใช้วิธีการฟังเทปหรือแผ่นเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อ
    แก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6 ส่วน 60 หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) ลงมาจนถึง
    บอดสนิท (หมายถึง คนตาบอดสามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะห่างน้อยกว่า 6
    เมตร หรือ 20 ฟุต ในขณะที่คนปกติสามารถมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะ
    60 เมตร หรือ 200 ฟุต ) หรือมี ลานสายตาแคบกว่า 20 องศา (หมายถึง
    สามารถมองเห็นได้กว้างน้อยกว่า 20 องศา)
    1.2 คนเห็นเลือนลาง หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็น แต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ที่ขยายใหญ่ได้ หรือต้องใช้แว่น ขยายอ่านหากตรวจวัดความชัดของ สายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับระหว่าง 6 ส่วน 18 (6/18) หรือ 20 ส่วน 70 (20/70) ถึง 6 ส่วน 60 (6/60) หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) หรือมี ลาน สายตาแคบกว่า 30 องศา

    2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยิน ตั้งแต่ระดับ รุนแรงจนถึงระดับน้อยอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
    2.1 คนหูหนวก หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่าน
    ทางการได้ยิน ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟังก็ตาม โดยทั่วไปหากตรวจการ
    ได้ยินจะสูญเสียการได้ยินประมาณ 90 เดซิเบลขึ้นไป (เดซิเบล เป็นหน่วยวัด
    ความดังของเสียง หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติ เมื่อ
    เสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล คนหูหนวกจะเริ่มได้ยินเสียงดังมากกว่า 90 เดซิ เบล)
    2.2 คนหูตึง หมายถึง คนที่มีการได้ยินเหลืออยู่พอเพียงที่จะรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟังและหากตรวจการได้ยินจะพบว่ามีการสูญเสีย การได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ลงมาจนถึง 26 เดซิเบล คือ เมื่อเปรียบเทียบระดับ
    เริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติ เมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล เด็กหูตึงจะเริ่มได้ยิน
    เสียงที่ดังมากกว่า 26 เดซิเบล ขึ้นไปจนถึง 90 เดซิเบล
    3. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึงคนที่มีพัฒนาการช้ากว่า คนปกติ
    ทั่วไปเมื่อวัดสติปัญญา โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว มีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคล
    ปกติ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย 2
    ทักษะหรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะทางสังคม ทักษะการใช้สา
    ธารณสมบัติ การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตในบ้าน การควบคุม ตนเอง สุขอนามัย
    และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวัน การใช้เวลาว่างและการ
    ทำงาน ซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญา จะแสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี
    4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง คนที่มีอวัยวะไม่ สมส่วน
    อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ
    เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีความพิการระบบประสาท มีความลำบากในการ เคลื่อนไหว
    ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ ทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีความ บกพร่องทาง
    ประสาทสัมผัส ได้แก่ ตาบอด หูหนวก อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
    4.1 โรคของระบบประสาท เช่น ซีรีบรัล พัลซี (Cerebral Palsy) หรือโรค
    อัมพาต เนื่องจากสมองพิการ โรคลมชัก มัลติเพิล สเคลอโรซีส (Mulitiple
    Sclerosis)
    4.2 โรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้ออักเสบ เท้าปุก โรคกระดูกอ่อน
    โรคอัมพาต กล้ามเนื้อลีบ หรือมัสคิวลาร์ ดิสโทรฟี (Muscular Dystrophy)
    กระดูกสันหลังคด
    4.3 การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด เช่น โรคศีรษะโต สไปนา เบฟฟิดา (Spina Bifida) แขนขาด้วนแต่กำเนิด เตี้ยแคระ
    4.4 สภาพความพิการและความบกพร่องทางสุขภาพอื่นๆ ได้แก่ สภาพความ พิการ อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ เช่น ไฟไหม้ แขนขาขาด โรคโปลิโอ โรคเยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส และอันตรายจากการคลอด ความบกพร่องทางสุขภาพ เช่น หอบ หืด โรคหัวใจ วัณโรคปอด ปอดอักเสบ
    5. บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง คนที่มีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
    หลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา
    อาจเป็นภาษาพูดและ/หรือภาษาเขียน ซึ่งจะมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง การพูด การ
    คิด การอ่าน การเขียน การสะกด หรือการคิดคำนวณ รวมทั้งสภาพความบกพร่อง
    ในการรับรู้ สมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ซึ่งทำให้มี
    ปัญหาในการอ่าน และปัญหาในการเข้าใจภาษา ทั้งนี้ ไม่รวมคนที่มีปัญหาทางการ
    เรียนเนื่องจากสภาพบกพร่อง ทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว ปัญญาอ่อน
    ปัญหาทางอารมณ์ หรือความด้อยโอกาสเนื่องจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมหรือ
    เศรษฐกิจ
    6. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง คนที่มีความบกพร่องในเรื่อง
    ของการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูด ผิดปกติ
    หรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจและหรือการใช้ภาษาพูด การเขียน และ
    หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบของภาษา
    เนื้อหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา
    7. บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ หมายถึง คนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป
    จากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่
    ยอมรับทางสังคมหรือวัฒนธรรม
    8. บุคคลออทิสติก หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษา
    และการสื่อความหมาย พฤติกรรมอารมณ์ และจินตนาการ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจาก
    การทำงานในหน้าที่บางส่วนของสมองที่ผิดปกติไป และความผิดปกตินี้พบได้ก่อนวัย
    30 เดือน และมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีความบกพร่องทางปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การ
    สื่อสาร พฤติกรรมและอารมณ์ การรับรู้ทางประสาท สัมผัสทั้งห้า การใช้อวัยวะต่าง
    ๆ อย่างประสานสัมพันธ์ การจินตนาการ และมีความสนใจที่สั้น เป็นต้น
    9. บุคคลพิการซ้อน หมายถึง คนที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากว่าหนึ่ง
    ประเภทในบุคคลเดียวกัน เช่น คนปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เป็นต้น